รีวิวหนัง “Maestro มาเอสโตร” แบรดลีย์กับไฟรักเคล้าเสียงบรรเลง รสละมุนแบบเลยผ่านเลย

Maestro

เขายิ่งกลายเป็นคนบันเทิงที่ครบเครื่องยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ สำหรับ “แบรดลีย์ คูเปอร์” นักแสดงหนุ่มที่เคยเข้าชิงออสการ์มาหลายรางวัล ปีนี้เขากลับมาในฐานะนักแสดงและผู้กำกับอีกครั้งในผลงานล่าสุดใน “Maestro มาเอสโตร” ที่หยิบเอาตำนานรักของวาทยกรสุดคลาสสิกมาขึ้นจอ ร่ายบรรเลงท่วงทำนองที่น่าหลงใหลและแทรกซึมเข้าหัวใจของผู้ชมอีกครั้ง

Maestro

Maestro มาเอสโตร บอกเล่าเรื่องราวอันแสนซับซ้อนของตำนานเพลงคลาสสิก เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ กับภรรยาของเขา เฟลิเซีย มอนเทเลกรา โคห์น ดาวแห่งบอร์ดเวย์ ที่บรรเลงเพลงรักมายาวนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่พานพบกันครั้งแรกในปี 1946 ความหลงใหลและแรงดึงดูดมหาศาลระหว่างพวกเขานำไปสู่การหมั้นหมาย 2 ครั้งซ้อน และครองชีวิตแต่งงานที่ยาวนานนับทศวรรษ พร้อมกับมีทายาทด้วยกัน 3 คน

ในผลงานเรื่องนี้ แบรดลีย์ คูเปอร์ รับหน้าที่แทบจะทุกส่วนเลยก็ว่า ทั้งเป็นผู้กำกับเอง ร่วมเขียนบทหนังกับ “จอช ซิงเกอร์” (จาก First Man) ซ้ำยังแสดงนำในหนังของตัวเอง และร่วมอำนวยการสร้างหนังด้วย นี่คือร้อยเรียงเรื่องราวผ่านฉากหน้าที่เป็นทั้งภาพสีและภาพขาวดำ กับสัดส่วนภาพ 1.33:1 สุดคลาสสิก แต่น่าเสียดายที่มนต์เสน่ห์ในหนังยังไม่อาจจะตอบสนองปฏิกิริยากับผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Maestro

แม้ว่าจะเป็นหนังเชิงชีวประวัติตำนานเพลงที่มีลมหายใจ อย่าง ลีโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ แต่กลับมาพบว่าสตอรีในหนังเรื่องนี้ยังค่อนข้างเต็มไปด้วยช่องโหว่และทิศทางที่ประหลาด ๆ ไปสักหน่อย คล้ายว่าหนังอยากจะเน้นไปถึงเส้นทางชีวิตแห่งความสำเร็จและความรักของเบิร์นสไตน์ แต่เส้นเรื่องจุดนี้ก็ยังไม่เข้มข้นเพียงพอสักเท่าไหร่

หรือถ้าหนังอยากจะเน้นไปที่ลำดับความสำคัญในชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ์อย่างลึกซึ่งระหว่างเบิร์นสไตน์กับภรรยา ตรงจุดนี้หนังก็ยังแตะประเด็นเข้าไปอย่างมีชั้นเชิง ที่เหมือนจะจริงจังและกลับยังไม่ถึงขั้นทรงพลังเท่าที่ควร กลายเป็นบทที่ดูพยายามทำให้ไม่เคร่งเครียดหรือเคร่งขรึม แต่มันทำให้หนังเต็มไปด้วยสภาวะไร้น้ำหนักที่แทรกเข้ามาเรื่อย ๆ

Maestro

ต้องยอมรับว่า Maestro เต็มไปด้วยองค์ประกอบงานสร้างที่ละเมียดละไมดี วิสัยทัศน์งานสร้างของแบรดลีย์ยังมีรสนิยมที่ดี แม้ว่านี่จะเป็นการหยิบจับทำหนังใหญ่เต็มตัวเป็นเรื่องที่ 2 ของเขา ฉากช่วงแรก ๆ ค่อนข้างน่าหลงใจ ใส่จังหวะ transition ธรรมดา ๆ ออกมาให้ดูพิเศษ แต่ความพิเศษเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อหนังพยายามเข้าสู่เรื่องราวที่ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นเท่าไหร่ไปจนถึงปลายทาง

งานเพลงประกอบก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะว่าหนังเลือกใช้บทเพลงของ เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ ต้นฉบับที่เป็นเจ้าของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้มาประกอบใช้ตลอดทั้งเรื่อง ที่สะท้อนถึงอารมณ์และความเป็นตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี ผลงานของเบิร์นสไตน์ก็ยังคงทรงคุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง และเมื่อนำมาจับใส่อยู่ในหนังชีวิตของเขาก็ช่วยเติมเต็มได้ดี

Maestro

ทางด้านการแสดงก็ยังคงยอดเยี่ยมตรงตามมาตรฐานที่เราคาดเอาไว้เลย ทีแรกก็แอบเอ๊ะใจเบา ๆ ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงวางชื่อ “แครี มัลลิแกน” เอาไว้นำหน้าก่อน แบรดลีย์ คูเปอร์ แต่เมื่อดูเนื้อในของหนังแล้ว ก็พบว่าการแสดงของแครี มัลลิแกน ก็คือทรงพลังตามแบบฉบับความเป็นมืออาชีพของการเป็นนักแสดงของเธอ เธอถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยม และกลายเป็นว่าแอคติ้งของเธอสดุดีชีวิตคู่ของเบิร์นสไตน์ได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าบทบาทที่ แครี มัลลิแกน ได้รับนั้นจะค่อนข้างซ้ำซาก ไม่มีอะไรแปลกใหม่ กี่ครั้งแล้วที่เราเห็นเธอรับบทเป็นผู้หญิงน่าสงสารอะไรแบบนี้ แต่เธอก็รับมือกับมันได้เป็นอย่างดี และเธอเอาอยู่ในหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง เผลอ ๆ เกือบจะกลับการแสดงของ แบรดลีย์ คูเปอร ที่รับบทนำเป็นเจ้าของเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ไปด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าแบรดลีย์ก็ยังรับหน้าที่ทางการแสดงของเขาได้ดี เพราะเขากำกับและเขียนบทขึ้นมาเอง ทำให้เขาซึมลึกในบทบาทนี้ได้เป็นอย่างดี

Maestro

อีกหนึ่งในองค์ประกอบที่น่าจะโดดเด่นดีใน Maestro ก็น่าจะเป็น การออกแต่งเครื่องแต่งกาย และการแต่งหน้า-ทำผม ที่เชื่อว่าหนังน่าจะบทบาทเด่นในการเข้าชิงรางวัลช่วงต้นปีนี้แน่นอน คอสตูมดีไซน์เต็มไปด้วยรายละเอียดที่เข้ากับยุคสมัยได้อย่างละเอียด จากฝีมือของ “มาร์ค บริดเจส” มือออกแบบเสื้อผ้าเจ้าของ 2 รางวัลออสการ์ จาก The Artist กับ Phantom Thread ที่มันเหมาะเจาะมาก

การแต่งหน้าและทำผมของหนังเรื่องนี้ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน “สาน กริกก์” จาก The Revenant มารับหน้าที่ในการแต่งหน้าและดีไซน์เอกลักษณ์ของตัวละครต่าง ๆ ในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะงานละเอียดเกี่ยวกับดีไซน์ภาพลักษณ์ของ เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เก็บรายละเอียดแห่งวัยได้อย่างน่าขนลุก เป็นงานละเอียดเล็กน้อยที่ใส่ใจออกมาได้อย่างประทับใจ
แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด Maestro ก็เป็นเพียงหนังดรามาชีวประวัติที่เห็นได้ชัด ๆ ว่าต้องการสร้างออกมาเพื่อวัตถุประสงค์หมายจะล่ารางวัลโดยแท้ กลายเป็นความเจตนาที่เจาะจงไปสักหน่อย องค์ประกอบต่าง ๆ ของหนังค่อนข้างนำพาไปทิศทางนั้น เพียงแต่ว่าหนังก็ยังมีส่วนที่ขาด ๆ เกิน ๆ ปะปนอยู่ไม่น้อย ที่อาจจะเป็นด้วยเหนียวรั้งที่ทำให้ไม่มีโอกาสได้ขึ้นเป็นอยู่แถวหน้าของหนังหวังรางวัลในปีนี้

Maestro

การแสดงของทีมนักแสดงหลักยังจัดจ้านและดีตามมาตรฐานมือาชีพของพวกเขาอย่างน่าเชื่อชม เพียงแต่น่าเสียดายที่โครงสร้างเรื่องบทและการร้อยเรียงเรื่องราวของหนังยังเต็มไปด้วยปัญหา และขาดเสน่ห์ที่ดึงดูดใจ กลายเป็นหนังชีวิตเรื่องหนึ่งที่ดูได้เรื่อย ๆ ดูแบบผ่านเลยไป เมื่อดูจบแล้วก็จบเลย ไม่ได้ทำให้คนดูเก็บมาตกผลึกคิดอะไรตามได้อีกอย่างน่าเสียดาย…

ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง Maestro มาเอสโตร

ประเภท: ดรามา / เพลง / โรแมนติก
ผู้กำกับ: แบรดลีย์ คูเปอร์
นำแสดงโดย: แครี มัลลิแกน, แบรดลีย์ คูเปอร์, แมตต์ โบเมอร์
ความยาว: 129 นาที
กำหนดฉายในไทย: 20 ธันวาคม 2023 (ที่ Netflix)