รีวิวซีรีส์ Obliterated ปฏิบัติการเมาระเบิด – มิชชั่นเมารั่ว มั่วกู้โลก

Obliterated

ต้องยอมรับว่าคอนเทนต์แนว แอ็กชัน ใน Netflix ยังเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเสมอไม่ว่าจะมาในรูปแบบภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์ และต้องยอมรับว่ามาตรฐานโปรดักชันของสตรีมมิงเจ้าดังก็ไม่ทำให้ผิดหวังเสียด้วย ส่วนหนึ่งคงต้องยกให้เหล่าพาร์ทเนอร์สตูดิโอในฮอลลีวูดที่คอยผลิตคอนเทนต์ป้อนตลอด

Obliterated

‘Obliterated’ คือซีรีส์ภายใต้งานสร้างของโซนี่ เทเลวิชัน โปรดักชัน (SONY Television Production) โดยหยิบเอาพลอตทีมปฏิบัติการใต้ดินอารมณ์ประมาณหนัง ‘Mission Impossible’ ที่ต้องหยุดยั้งแผนก่อวินาศกรรมเมืองลาส เวกัส แต่ในคืนก่อนหน้าพวกเขาดันฉลองกันเสียเต็มคราบจนมีอาการไม่ต่างจากเหล่าตัวละครใน ‘Hangover’ ที่ต้องเจอเหตุการณ์ฉิบหายวายป่วงต่าง ๆ นานา

โดยในทีมปฏิบัติการสุดฮอตนำโดย เอวา (รับบทโดยเชลลี เฮนนิก-Shelley Hennig) หัวหน้าทีมกลยุทธิ์สาวสุดเซ็กซี่ แม็กไนต์ (รับบทโดย นิก ซาโน-Nick Zano) สายบู๊หนุ่มหล่อซิกแพ็กแน่น มายา(รับบทโดย คิมิ รูทเลดจ์ – Kimi Rutledge) สาวเทคสุดกี๊คที่หวังแอ้มแม็กไนต์แต่เจอเจ้านายคาบไปกินต่อหน้า โกเมซ (รับบทโดย เปาลา ลาซาโร – Paola Lázaro) สไนเปอร์สาวเลสเบี้ยนที่ดันไปแอ้มเจ้าสาวคนอื่นในคืนสละโสด ทรังค์ (รับบทโดย เทอร์เรนซ์ เทอร์เรล – Terrence Terrell) หนุ่มร่างบึ๊กที่ปกปิดแม็กไนต์ว่าเขาเป็นเกย์ พอล (รับบทโดย ยูจีน คิม – Eugene Kim) นักบินและพ่อผู้เคร่งครัดประจำกลุ่มที่ดันไปกินนาโช่สุดพิเศษสูตรของ แฮกเกอร์ตี้ (รับบทโดย ซี โธมัส โฮเวลล์ – C. Thomas Howell) มือปลดระเบิดที่ทำงานไม่ได้หากไม่ได้ฟังเพลง ‘feeling good’ ของ ไมเคิล บูเบล (Michael Buble’)

Obliterated

จากข้อมูลเรื่องย่อที่แค่อ่านก็สนุกแล้วคงอดชื่นชม จอน เฮอร์วิตซ์ (Jon Hurwitz) มันสมองหลักที่ทั้งร่วมเขียนบทและกำกับบางตอนไม่ได้ เพราะบทซีรีส์ดูขยันเหลือเกินในการสร้างปมเรื่องและนานาความซวยให้กับตัวละครแต่ละตัว แม้จะต้องยอมรับว่าบางปมก็ดูน่ารำคาญไปหน่อยเช่นอาการน้อยใจ หึงหวงของ มายา ที่ไม่พอใจที่เอวากับแม็กไนต์กินตับกัน หรือเวรกรรมที่ ทรังค์ มุ่งหาของกินตลอด 8 ตอน

แต่กระนั้นก็เหมือนจะยังไม่สาแก่ใจเหล่าทีมสร้าง เพราะในเมื่อสตรีมลง Netflix แล้วก็ต้องเอาให้สุดดังนั้นซีรีส์แต่ละตอนก็เลยมุ่งใส่ฉากเซ็กส์ ฉากโป๊ หรือมุกที่เล่นกับอวัยวะเพศหรือสิ่งปฏิกูลในร่างกายแทบไม่ได้ขาดเลยในแต่ละตอน แต่ผลลัพธ์ของมันกลับทำให้ผู้ชมรู้สึกด้านชากับมุกที่เหมือนรีไซเคิลจากหนังตลกดัง ๆ เรื่องต่าง ๆ จนอดเสียดายไม่น้อยเพราะตัวละครแต่ละตัวมีศักยภาพที่จะทำให้เรื่องราวสนุกอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาความโจ๋งครึ่มอย่างที่มันนำเสนอออกมา

Obliterated

มิหนำซ้ำการที่บทของซีรีส์พยายามผูกปมเรื่องอย่างไม่ลดละก็ทำให้มันมาตกม้าตายง่าย ๆ ในตอนที่ต้องการหักมุมในตอนที่ 7 เพื่อเฉลยผู้ร้ายตัวจริง ดังนั้น 6 ตอนแรกหากไม่มีจุดมุ่งหมายในการหาผู้ก่อการร้ายของเหล่าตัวละครหลัก คนดูก็จะได้ดูปมที่แทบไม่ได้เชื่อมโยงกับเรื่องทั้งปมเรื่องเจ้าสาวที่โกเมซไปซั่ม หรือกระทั่งความเข้มงวดของพอลในฐานะพ่อที่เห็นลูกสาวไปเที่ยวกับแฟนในคืนงานพรอม รวมถึงปมดราม่าของ เอวา ที่ท้ายที่สุดแล้วก็กลายเป็นปมที่ถูกผูกขึ้นมาอย่างไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก

อีกจุดที่เป็นข้อได้เปรียบของแพลตฟอร์ม Netflix คือการมีพากย์ไทย โดยผมได้ลองเปิดพากย์ไทยและคำบรรยายดูปรากฎว่าหากบ้านใครมีเด็กเล็ก ๆ ซีรีส์เรื่องนี้น่าจะเป็นของต้องห้ามเลยทีเดียวครับ เพราะใช้หยาบคายทั้งเรื่อง ทั้งคำด่าและคำเรียกอวัยวะเพศ ซึ่งท้ายที่สุดก็นำมาสู่คำถามทิ้งท้ายว่าจำเป็นแค่ไหนที่ต้องทำบทบรรยายและการพากย์ไทยที่หยาบโลนขนาดนี้ ซึ่งเป็นไปได้มากที่ในบ้านของผู้ชมบางหลังก็ไม่อาจจะแยกเหล่าเด็ก ๆ ได้เวลาเปิดซีรีส์เรื่องนี้ ?